ฮอร์โมนและการเปลี่ยนแปลงในร่างกายผู้หญิง ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ตลอดช่วงชีวิตของผู้หญิง ตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์ การตั้งครรภ์ การให้นมบุตร ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน ล้วนต้องการวิตามิน D มากขึ้น โดยเฉพาะการตั้งครรภ์และให้นมบุตรที่ต้องแบ่งวิตามิน D ให้กับลูก ทำให้แม่มีความเสี่ยงขาดวิตามิน D เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ผิวสีเข้ม และ น้ำหนักตัวเกิน ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้การสังเคราะห์วิตามิน D จากแสงแดดทำได้ยากขึ้น เพราะเม็ดสีเมลานินในผิวและไขมันในร่างกายจะดูดซับวิตามิน D ไว้
🚨 - อาการขาดวิตามิน D ที่ผู้หญิงต้องระวัง
การขาดวิตามิน D มักมีอาการที่ไม่ชัดเจนและเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้หลายคนมองข้ามไป แต่ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ควรตรวจสอบ
เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย โดยไม่ทราบสาเหตุ แม้จะนอนหลับพักผ่อนเพียงพอแล้ว คุณอาจรู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลา ขาดพลังงานในการทำกิจกรรม และรู้สึกอ่อนแรงได้ง่าย นี่อาจเป็นสัญญาณแรกของการขาดวิตามิน D
อารมณ์แปรปรวนและซึมเศร้า เป็นอาการที่หลายคนมองข้าม การขาดวิตามิน D อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้า เครียดง่าย หรืออารมณ์ไม่มีเสถียรภาพได้
⚠️ - ผลกระทบร้ายแรงจากการขาดวิตามิน D ในผู้หญิง
หากปล่อยให้ร่างกายขาดวิตามิน D เป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นภัยเงียบที่คุกคามผู้หญิงไทยมากที่สุด วิตามิน D มีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น เมื่อขาดวิตามิน D แม้จะกินแคลเซียมมาก ร่างกายก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้กระดูกเปราะบาง เสี่ยงต่อการหักง่าย โดยเฉพาะผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือนที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว
ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือด ก็เพิ่มสูงขึ้นเมื่อขาดวิตามิน D เพราะวิตามิน D มีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิตและการทำงานของหลอดเลือด การขาดวิตามิน D อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมอง
ผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ เพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงส่งผลต่อการดูดซึมแคลเซียมและวิตามิน D นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนอยู่แล้ว การขาดวิตามิน D จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง
สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ต้องการวิตามิน D มากขึ้นเพื่อสุขภาพของตัวเองและลูก หากได้รับไม่เพียงพอจะส่งผลกระทบต่อทั้งแม่และเด็ก
ผู้ที่มีผิวสีเข้ม จะสังเคราะห์วิตามิน D จากแสงแดดได้ช้ากว่าคนผิวขาว เพราะเม็ดสีเมลานินในผิวจะดูดซับรังสี UV บางส่วนไว้
ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน มีความเสี่ยงสูงเพราะวิตามิน D เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เมื่อมีไขมันในร่างกายมาก วิตามิน D จะถูกกักเก็บในเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
🌞 - แหล่งวิตามิน D ที่ผู้หญิงควรรู้จัก
การเพิ่มวิตามิน D ให้กับร่างกายมีได้หลายวิธี โดยแหล่งที่สำคัญมีดังนี้
อาหารที่อุดมด้วยวิตามิน D เป็นอีกหนึ่งแหล่งสำคัญ โดยอาหารที่มีวิตามิน D สูงได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ซึ่งเป็นปลาน้ำลึกที่มีไขมันดี ไข่แดงก็เป็นแหล่งวิตามิน D ที่หาง่าย นมและผลิตภัณฑ์นมที่เสริมวิตามิน D เช่น นมสด นมเปรี้ยว ชีส และโยเกิร์ต เห็ดบางชนิด โดยเฉพาะเห็ดที่ได้รับแสงแดด เช่น เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า และตับสัตว์ก็มีวิตามิน D สูงเช่นกัน
อาหารเสริมวิตามิน D เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับวิตามิน D จากแสงแดดและอาหารได้เพียงพอ โดยควรเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน
🧪 - ข้อแนะนำในการตรวจและรับประทานอาหารเสริม
เมื่อไรควรตรวจวัดระดับวิตามิน D คุณควรตรวจวัดระดับวิตามิน D หากมีอาการสงสัยว่าขาดวิตามิน D อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่มีปัญหากระดูกพรุน ไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอเป็นเวลานาน หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคไต โรคตับ หรือโรคที่เกี่ยวกับการดูดซึมอาหาร
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน ขึ้นอยู่กับวัยและสภาพร่างกาย โดยทั่วไปผู้ใหญ่ควรได้รับวิตามิน D 600-800 IU ต่อวัน ผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน 800-1,000 IU ต่อวัน สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร 600-800 IU ต่อวัน หรือตามคำแนะนำของแพทย์ และผู้ที่ขาดวิตามิน D รุนแรงอาจต้องได้รับในปริมาณสูงกว่านี้ แต่ต้อภายใต้การดูแลของแพทย์
ระดับวิตามิน D ในเลือดที่เหมาะสม ควรอยู่ที่ 30-50 ng/mL หากต่ำกว่า 20 ng/mL ถือว่าขาดวิตามิน D และหากต่ำกว่า 12 ng/mL ถือว่าขาดรุนแรง
ข้อควรระวังในการรับประทานอาหารเสริม ไม่ควรรับประทานวิตามิน D เกิน 4,000 IU ต่อวันโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจเกิดพิษจากวิตามิน D ได้ อาการของการได้รับวิตามิน D มากเกินไปได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ปวดศีรษะ และหากรุนแรงอาจทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อไตและหัวใจได้
นอกจากนี้ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากคุณกำลังรับประทานยาอื่น เพราะวิตามิน D อาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด โดยเฉพาะยาลดคอเลสเตอรอล ยาลดความดันโลหิต และยาสเตียรอยด์ ผู้ที่มีปัญหาไต หัวใจ หรือมีประวัตินิ่วในไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
สรุป
การที่ผู้หญิงไทยถึง 43.1% มีภาวะขาดวิตามิน D นั้นเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพราะวิตามิน D ไม่ได้เป็นเพียงแค่วิตามินธรรมดา แต่เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของผู้หญิง ตั้งแต่กระดูก กล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงอารมณ์และสุขภาพจิต
การป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ไม่ยากเกินไป เริ่มต้นได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น การออกมารับแสงแดดยามเช้าสัก 10-15 นาที การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน D อย่างสม่ำเสมอ และหากจำเป็นก็สามารถรับประทานอาหารเสริมวิตามิน D ได้โดยปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดวิตามิน D จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต เริ่มดูแลตัวเองวันนี้ และหากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการที่น่าสงสัย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบระดับวิตามิน D ในร่างกาย เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการป้องกันและดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม